Coming out of the closet!!!

posted on 30 Oct 2009 11:24 by gayblog

Coming out of the closet!!! เป็นสำนวนของฝรั่งเค้า ซึ่งแปลได้ตามความเข้าใจของตัวเองว่า "เลิกแอบได้แล้ว" (แต่ถ้าแปลตรงๆตัวแปลว่าออกมาจากที่ซ่อนเร้นมั้ง ) ซึ่งอย่าสับสนกับคำว่า Cumming out ซึ่งนี่จะแปลว่าน้ำแตก!!! ( ไม่ต้องอธิบายต่อว่า น้ำไหนแตก )

หลายคนอาจจะคิดว่า ฝรั่งเป็นพวกเปิดเผยต่อการเป็นเกย์มากๆ ซึ่งในความเป็นจริง ไม่เป็นอย่างนั้น เพราะการเป็นเกย์ ขัดต่อความเชื่อทางศาสนาคริตส์ ( จำไม่ได้ว่าเป็นไบเบิ้ลบทไหน แต่อ่านเจอ ไว้จะเอามาเล่าให้ฟัง ) ซึ่งคนอเมริกันเอง ( ไม่รวมทางยุโรป ) ที่ว่าชาติเสรี ยังต่อสู้กันมายาวนานเพื่อการให้มีชุมชนเกย์ การแต่งงานระหว่างเพศเดียวกัน เป็นเหมือนมหากาพย์อันยาวนาน แถมไม่พอพอสามารถเปิดเผยได้ แต่งงานได้ ก็กลายเป็นว่ามีอีกด้านที่ตั้งกลุ่มเป็นพวก Homophobia อีก ( กลุ่มเกลียดพวกรักเพศเดียวกัน ) ซึ่งก็มีปัญหาขัดแย้ง ทำร้ายร่างกาย เป็นคดีความ กันมาตลอด เรื่องราวเป็นเรื่องยาว เหมือนหนังยังไงยังงั้น

เมื่อกลับมาดูบ้านเรา ด้วยความที่บ้านเราเป็นเมืองพุทธ คนก็ยังอยู่กันแบบถ้อยที่ถ้อยอาศัย ศาสนาพุทธเองก็ไม่ได้บอกว่าการเป็นเกย์เป็นบาป ทำให้กรอบของสังคมไม่ได้ปิดกันมากมายนัก แต่ก็ไม่แน่ ในอนาคต อะไรก็เกิดขึ้นได้ ซึ่งโดยส่วนตัวก็ยังหวังว่าการอยู่แบบพึ่งพาและเป็นเสมือนคนในสังคมเดียวกัน คงจะเกิดขึ้น

กลับมาถึงเรื่องการเปิดเผยตัวเอง หลังจากที่เกริ่นภาพรวม ว่าสังคมเราไม่ได้ปิดกั้น ทำให้ปัจจุปันการเปิดเผยตัวเองทำกันได้มากขึ้น ไอ้การเปิดตัวว่าเป็นรักร่วมเพศ หรือเกย์อ่ะ เปิดกับเพื่อน กับคนรอบข้าง ไม่เท่าไหร่ แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือ การเปิดตัวกับพ่อแม่ของตัวเอง

ซึ่งถ้าพูดไปแบบนี้หลายคนอาจจะค้านว่า ไม่เห็นจะยาก เพราะพ่อแม่รู้ว่า อนาคตลูกชายต้องมีสามีเป็นผู้ชายตั้งแต่ตอนตัวเองอายุ 12 ก็ว่ากันไป ซึ่งเราต้องรู้ว่าจริงๆครอบครัวแต่ละครอบครัวไม่เหมือนกัน บางครอบครัว ก็หัวสมัยใหม่ รับได้หมด ถึงขนาดเข้าขั้นส่งเสริม ไปเชียร์ลุกประกวดสาวประเภทสอง แต่บางครอบครัวก็แตกต่างกันราวกับฟ้าดิน ทั้งห้าม ทั้งเกลียด เมื่อไหร่มีกระเทยออกมาหน้าทีวีเป็นอันต้องเปลี่ยนช่องหรือปิดไปเลย บางครอบครัวร้ายแรงกว่าถึงขนาดว่า ถ้ามีใครเป็นเกย์เป็นตุ๊ดในบ้านจะจับแต่งงาน  จับส่งโรงพยาบาล หรือไม่ก็เฉดหัวไล่ออกจากบ้านไปเลยก็มี ฟังดูเหมือนนิยาย แต่นิยายก็มักจะสร้างมาจากเรื่องจริง ดังนั้นเรื่องแบบนี้มีแน่ๆ

คราวนี้ หลายคนคงสงสัยว่า ในเมื่อมันเปิดเผยตัวกันยากนักจะเปิดเผยกันทำไม อันนี้ก็ว่ากันไม่ได้ หลากหลายสาเหตุ บางคนอยากเปิดตัวเพราะมีแฟน บางคนอยากเปิดตัวเพราะต้องการความเข้าใจ บางคนอยากเปิดตัวเพราะการถูกบังคับให้แต่งงาน หรืออีกร้อยแปดเหตุผล ซึ่งถ้าถามความเห็นส่วนตัว การไม่เปิดเผยกับพ่อแม่ น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะอย่างน้อย การที่ท่านรู้ว่าเราเป็นแบบไหน ก็สร้างความกังวลให้ท่านที่สุด หรือถ้าใครคิดว่าพ่อแม่รับได้ อยากเปิดตัวก็ว่ากันไป...

เมื่อพุดถึงเรื่องการเปิดเผยตัวเอง ก็อยากจะเล่าถึงเรื่องของ เอก เพื่อนเกย์คนหนึ่ง เอกเป็นเกย์ที่ไม่แสดงออก ไม่แต่งสาว ไม่แต่งหน้า ไม่เล่นตุ๊กตา ชอบออกค่าย เตะบอล และทำทุกอย่างเหมือนชายแท้ทั่วไป เอกเป็นนักฟุตบอลของโรงเรียน และเป็นเด็กเรียนดี ทำให้คนที่จะคิดว่าเอกเป็นเกย์นั้น มีน้อยมาก และเอกก็อยากจะปิดเรื่องความเป็นเกย์ของตัวเองไว้กับที่บ้าน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร

ตามประสาเกย์ทั่วไป ที่มักจะซื้อหนังสือโป้เกย์เก็บไว้ และเอกก็เป็นเกย์คนหนึ่งที่ซื้อเก็บไว้เช่นกัน หนังสือ วีดีโอ มากมายสารพัด เอกเก็บใส่ตู้ไว้ในห้องนอน และคิดเสมอว่าปลอดภัย และแล้วมีอยู่ครั้งหนึ่ง สิ่งที่ทุกคนคาดเดาไว้ในใจก็เกิดขึ้น ถูก! โป๊ะแตก เอกไปออกค่ายอาทิตย์หนึ่ง กลับมา ห้องถูกรื้อกระจุย แม่เอกบอกเอกว่า จ้างช่างมาทาสีห้องใหม่ เลยต้องเก็บของออก และแน่นอนสมบัติส่วนตัวที่เกย์จ๋าของเอก มันออกมากองนอกตู้เป็นที่เรียบร้อย เอกทั้งโมโหทั้งอายและไม่รู้จะทำยังไง ก็ปรี่เข้าไปเก็บกองสมบัตินั้นใส่กล่องเปล่าโดยด่วน ระหว่างที่เก็บอยู่ แม่เอกก็มายืนด้านหลังและพูดว่า

แม่เอก : " แกจะเก็บหนังสือเพาะกายไว้ทำไมมากมาย ดูซิ พวกเนี่ย ล่ำจนน่าเกลียด "

เล่นเอาเอกงง ! ว่าแล้วแม่ก็มานั่งช่วยเอกเก็บใส่กล่อง จนหมด แต่เหตุการณ์ยังไม่จบแค่นั้น สองสามวันให้หลัง เอกตื่นมากลางดึก และลงมาดื่มน้ำด้านล่าง เอกพบว่าคุณพ่อกำลังนั่งดูทีวีอยู่ แต่รายการทีวีที่คุณพ่อกำลังนั่งดูอยู่นั้น ตัวละครในเรื่องคล้าย Lukas ในเรื่อง Frisky summer ของค่าย Belami ที่เอกมีอยู่เหลือเกิน ซึ่ง จริงๆก็ไม่คล้ายหล่ะแต่ใช่เลย! พ่อนั่งดูหนังเกย์ของเอกอยู่! ตอนนั้นเอกเหมือนโดนผีเข้าสิ่งนิ่งและไม่ไหวติง นานอยู่อย่างนั้นประมาณสิบห้านาทีแล้วพ่อเอกก็หันมาบอกว่า

พ่อเอก : " หนังนานว่ะ กว่านางเอกจะมา ไม่ดูละ "

เล่นเอาเอกงงเข้าไปอีก ซึ่งตอนนี้ เอกคิดว่าเป็นเหตุการ์ที่เลวร้ายที่สุด แต่หาใช่ไม่ มันมีเลวร้ายกว่านี้ หลายเดือนผ่านไป จนเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น วันที่เอกและแฟนชายคนแรก กลับมาจากการไปซ้อมบอล ( อูยยย... ยังกะรวมเรื่องสั้นห้องห้าเหลี่ยมมินิ ) ใช่ครับ ทั้งคู่กลับมาเล่นจ้ำจี้กันในห้อง และระหว่างการจ้ำจี้แบบสุดเหวี่ยงนั่นเอก แม่เอกก็ไขกุญแจเปิดประตูเข้ามา ด้วยความไม่รู้ และพบว่า เอกกำลัง เล่นเกมขย่มตออยู่กับเพื่อนอยู่ แม่นิ่งอยู่ประมาณห้าวินาที ก่อนปิดประตูออกไป ส่วนเอกและแฟนหนุ่ม ก็มองหน้ากันแบบงงสุดชีวิต หลังจากนั้นพอสติกลับมา เอกรู้สึกเหมือนวิญญาณถูกดูดออกจากร่าง แต่งตัวและเดินไปหาแม่ ส่วนเพื่อนชายนั้นเผ่นกลับบ้านไปเรียบร้อย เอกเดินข้าไปหาแม่และเรียกแม่

เอก : แม่.....เอก.....

แต่สิ่งที่แม่พูดกลับมากลับทำให้เอกงงยิ่งกว่า

แม่: แกนี่นะ อยู่กะเพื่อนก็ไม่บอก ไปอาบน้ำซะ เดี๋ยวพ่อกลับมามากินข้าวกัน

เอกกลับมา งงจนไม่รู้จะงงยังไง คำถามก็คือ ท่านผู้อ่านคิดว่า พ่อแม่เอกรู้ความจริงที่เกิดขึ้นหรือไม่ หรือว่าไม่รู้ หรือรู้ว่าท่านคิดอย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไป...

 

รถเมล์....(2)

posted on 22 Oct 2009 12:55 by gayblog

จากเอนทรี่ที่ผ่านไปทำให้หลายคนที่ไม่เคยผ่านเหตุการณ์แบบนั้นได้เข้าใจวิถีแห่งเมล์ไทย ส่วนคนที่เคยมีประสบการณ์คงมองภาพได้ชัดเจน เช่นเดียวกันกับ แอน เพื่อนของเพื่อนผมคนหนึ่ง เธอเคยผ่านประสบการณ์ปลากระป๋องมานับไม่ถ้วน และเธอเกิดความเบื่อหน่ายจนถึงขีดสุด เพราะเธอต้องนั่งรถเมล์สายหนึ่งซึ่งขึ้นชื่อว่า แน่นทุกเที่ยวเป็นประจำ หลังจากเธอประมวลผลสตางค์ในกระเป๋า เวลาที่ใช้ และมิตรสหายที่พึ่งพาได้แล้ว เธอพบว่ารถเมล์เป็นหนทางเดียวและหนทางสุดท้ายที่จะทำให้เธอไปทำงานได้ไวที่สุด สบายกระเป๋าเงินมากที่สุด เธอจึงหมดหนทางเลือกที่จะหาทางสบายแบบอื่น

ด้วยคนหมดหนทาง แต่ความเบื่อหน่ายไม่เคยหมดไป คืนหนึ่งเธอหลับไปและคงมีพรายกระซิบบอกเธอถึงทางออกของการขึ้นรถเมล์แบบสบาย ตื่นเช้ามา เธอจึงค้นพบว่ามีทางหนึ่งที่เธอจะขึ้นรถเมล์ได้แบบสบายสุดๆนั่นคือ เธอต้องท้อง!!!! 

สาเหตุที่เธอต้องท้องเพราะ เธอไม่พิการ เธอไม่ชรามากพอ ที่จะให้คนเสียสละลุกให้เธอนั่ง ดังนั้นเธอต้องท้องเท่านั้น คนถึงจะลุกให้เธอนั่ง แต่ด้วยความที่สามีของตัวเองเธอก็ยังไม่มี อย่าว่าแต่สามีเลย ผู้ชายที่มาติดพันเธอยังไม่มีซักคน เธอจึงคิดหาหนทางที่จะทำให้เธอท้องไวที่สุด และแล้วเธอก็คิดออก ท้องปลอม!!!

 

 

 

 

 

 

 

 

อารมณ์ประมาณในรูป แต่เธอไม่ได้สั่งทางเว็บไซด์ หรือ ไปจ้างนักออกแบบที่ไหนทำให้เธอ เธอตัดสินใจเย็บเองในที่สุดเธอก็ตั้งท้องสำเร็จและมีลูกในท้องเป็นสำลีสังเคราะห์ ซึ่งท้องของเธอสามารถพกพาได้สะดวกและพับเก็บใสเป้ได้ยามที่เธอต้องการ เธอเป็นคนฉลาดและรู้ว่านอกจากท้องเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่พอ เธอต้องมีชุดคลุมท้องด้วย เธอจึงมีสองสิ่งคือท้องของเธอและชุดคลุมท้องติดไปทำงานด้วยทุกวัน

จากนวัตกรรมที่เธอคิดค้นได้นั้น ทำให้เธอสามารถมีที่นั่งบนรถแม้ว่ารถจะเบียดเสียดขนาดไหน แต่หลายครั้ง ที่เธอก็จะเจอกับพวกคนใจแข็ง หรือพวกแกล้งทำเนียนหลับ  ซึ่งเธอก็หาวิธีจัดการได้ ไม่ยาก วิธีจัดการกับคนพวกนี้ของเธอคือ เดินไปใกล้ๆ แล้วทำหน้าเหย่เก มือข้างหนึ่งจับราว อีกข้างลูบท้อง ทำตัวเซๆเหมือนยืนไม่ไหวหายใจเข้าออกยาวๆ

" ฟู่...ฟู่...ฟู่.. "

ทำหน้าเหมือนปวดอึ ได้อารมณ์ประมาณว่า ถ้าคุณไม่ลุกให้ฉันนั่งนะ ฉันจะคลอดลูกตรงนี้หล่ะ ไม่รายไหนรายนั้นจะต้องลุกให้เธอนั่งทันที ถึงแม้จะเป็นพวกแกล้งหลับ กระเป๋าก็จะทำหน้าที่แทนโทรโข่งมาปลุกให้ลุกให้นั่ง

เหมือนแผนการนี้ จะเป็นไปได้ด้วยดี ทุกครั้งที่ออกจากห้องพัก เธอจะท้อง จนขึ้นรถเมล์ และไปคลอดลูกออกในห้องน้ำสาธาณะในปั้มน้ำมันใกล้ที่ทำงาน แน่นอนว่าเธอไม่แคร์สายตาใครแถวนั้น เพราะเธอรู้ว่า หลังจากขึ้นรถเมล์ไปทุกอย่างก็จะจบ เหมือนจะราบเรียบ เหมือนจะประสบความสำเร็จ แต่เวรกรรมมีจริง ไม่นานนักสวรรค์ก็กลั่นแกล้งเธอให้รู้ว่า การเอาเปรียบมักเป็นสิ่งไม่สร้างสรรค์

วันหนึ่งก่อนขึ้นรถเมล์ เธอออกมาจากการท้องในห้องน้ำปั้มน้ำมันเช่นเคย และเดินไปป้ายรถเมล์ จู่ๆฝนก็ตกลงมา แบบไม่ตั้งเค้า ไม่ลืมหูลืมตา และแน่นอน เธอเปียกรวมไปจนถึงลูกของเธอ สภาพเธอเหมือนเป็หญิงท้องที่ฉี่แตก หรือไม่ถุงน้ำคร่ำแตก มีน้ำไหลซึมออกมาจากลูกของเธอ เธอตัดสินใจย้อยกลับไปที่ปั้มคลอดลูกปลอมๆของเธอออกแล้วเปลี่ยนเป็นชุดปกติ ขึ้นรถเมล์ไป วันนั้นเป็นวันที่คนแน่นและลูกปลอมๆของเธอก็หนักพอดู ร้ายไปกว่านั้น เอต้องตากลุกปลอมๆของเธอไว้สองวัน แต่ด้วยฟ้าอยากแกล้ง แดดไม่ออกติดกันสองวันเช่นกัน ทำให้ลูกของเธอขึ้นรา จนสุดท้ายเธอก็เลิกล้มความตั้งใจที่จะท้องไป เพื่อรอจนกว่าจะหมดหน้าฝน....

ไม่นานนัก เธอก็กลับมาคิดทบทวนว่า ความสบายของเธอคุ้มค่ากันกับสิ่งที่เธอทำหรือไม่ จริงอยู่เธออาจจะสบาย แต่ก็ไม่เคยสบายใจ และเธอก็อดเสียใจไม่ได้ที่หลายครั้งจะมีหญิงชราบางคนลุกให้เธอนั่ง เธอรู้ว่าจริงๆแล้ว แค่เรื่องบนรถเมล์เป็นเรื่องเล็กๆ ที่อาสัยความอดทนเพียงเล็กน้อย แต่เธอก็ทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ คนอื่นทนได้ เธอก็ต้องทนได้เช่นกัน

เธอจึงตัดสินใจไม่ท้องปลอมๆอีก ....

และทุกวันนี้เธอก็ยังเบียดอยู่บนรถเมล์ เพราะเธอเชื่อว่า บางครั้งความลำบากก็สร้างคนได้

รถเมล์..(1)

posted on 22 Oct 2009 10:29 by gayblog

 

เรื่องนี้ไม่เกย์ เป็นเรื่องธรรมดา ที่ใครเคยขึ้นรถเมล์อาจจะเคยเจอด้วยตนเอง ด้วยความที่เป็นมนุษย์เงินเดือนคนจนคนหนึ่งซึ่ง ไม่ได้มีรายได้สูงและไม่มีรถขับ จึงต้องพึ่งพารถเมล์เสมอๆ และเคยชินกับการขึ้นรถเมล์ที่ว่าง แน่น จนถึงแน่นที่สุด จนถึงแน่นชนิดหน้าซุกรักแร้กันเลยทีเดียว

จำได้ว่าประสบการณ์ ครั้งที่เลวร้ายที่สุดคือการนั่งรอบเย็นๆหลังหกโมง ซึ่งเป็นสายที่ต้องข้ามทางด่วน ยาวๆ รถจะไม่จอดป้ายระหว่างนั้น ดังนั้นคนขับและกระเป๋าคงต้องการระดมคนบนรถเมล์ให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อให้คุ้มค่าทางด่วนและเว้นช่วงไปหลายป้าย

กระเป๋าหญิงตัวใหญ่ : เอ้า!! คุณค้า....ชิดในเข้าไปอีกคะ ซ้อนสองแถวได้ซ้อน กระเถิบเข้าไปก็กระเถิบนะค้า....

เสียงกระเป๋าตะโกนมาจากตรงกลางรถซึ่งผมถอยมาจนอยู่ปลายๆรถแล้ว น้ำเสียงเธอออกแนวขู่บังคับมากกว่าขอร้อง เธอแอบมีจิกตาเล็กๆให้กับคนที่ไม่ยอมกระเถิบตามเธอสั่ง คนคนนั้นต้องถอยเข้ามาในที่สุด ตอนนั้นเป็นตอนที่อีกประมาณสองป้ายจะข้ามทางด่วน และเป็นอย่างที่เดาไว้ไม่ผิด ป้ายสุดท้ายก่อนข้าม คนรอรถเยอะมากๆ ทุกคนมีความกระหายอยากจะกลับบ้านเพื่อไปดูละครเรื่องโปรด  คุณกระเป๋าหญิงตัวใหญ่ ตะโกนขึ้นทันทีเมื่อเห็นฝูงชนด้านล่าง

กระเป๋าหญิงตัวใหญ่ : เบียดๆกันหน่อยนะค้า....ด้านหลังถอยได้ถอยอีก ถอยอีกค้า ถอยอีก! ได้อีกคะ ได้อีก

ตอนนี้ฝูงชนด้านล่างก็กรูกันขึ้นมาบนรถเหมือนบ้าคลั่ง ถึงแม้ว่า คนจะแน่น ก็ไม่ได้สนใจอารมณ์เหมือนรถคันนี้จะเป็นรถคันสุดท้ายที่ผ่านมาป้ายนี้แล้ว ทุกคนจึงพยายามเบียดเข้ามาอย่างสุดพลัง

กระเป๋าหญิงตัวใหญ่ : เอ้า เบียดเข้าไปอีกนะคะได้อีก ได้อีก ได้อีก เราคนไทย มีน้ำใจให้กันนะคะ!!! เบียดคะเบียดเข้าไป !!!!

กระเป๋าพูดแกมขู่พร้อมงัดกลยุทธ์รักชาติมาให้ ประกอบกับให้ร่างใหญ่ของเธอดันคนจากตรงกลางรถเข้ามาให้แน่นเข้าไปอีก เหมือนรถแบ็คโฮ ดันดินถมที่ ยังไงยังงั้น สถานะการดูโหดร้ายขึ้นเมื่อคนยังขึ้นมาไม่ครบ ยังเหลือกลุ่มคนอยู่ด้านล่าง แต่กลุ่มคนที่อยู่ด้านล่างก็ไม่ได้ละความพยายามที่จะกระเสือกกระสนขึ้นมาอีก ไม่รู้ว่าวันนี้เป็นตอนอวสานของละครเรื่องไหนหรือเปล่า ทุกคนไม่ละความพยายาม! ตอนนี้ผมรู้ว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งเหยียบเท้าผมอยู่ รู้สึกได้ชัดเพราะเธอใส่ส้นสูงแบบเตี้ย ปลายตัด ผมไม่โมโหและไม่ตำหนิ ผมเข้าใจจิตใจเธอดี เพราะตะกี้ผมก็เผลอเหยียบเท้าผู้ชายด้านหลังไปแล้วเหมือนกัน สงสารแต่เธอที่ตัวไม่สูง พยายามคว้าราวเกาะด้านบนแต่ไม่สำเร็จ ที่จับตรงพนักพิงก็ถูกคนอื่นช่วงชิงจนหมดสิ้น เธอทำได้เพียงกอดกระเป๋าถือของเธอและปล่อยให้ร่างถูกเบียดไปตามความอัดแน่น ผมเห็นหน้าเธอ เธอทำหน้าเหยเก เหมือนถูกเหยียบที่ท้อง เมื่อกระเป๋าหญิงตัวใหญ่ดันคนเข้ามาอีกรอบ หญิงที่เหยียบเท้าผมเธอก็ยกเท้าออกเพราะเลื่อนตำแหน่งที่ยืน ผมแอบดีใจนิดๆ แต่เสี้ยววินาทีนั้นเอง..

" ปู๊ด..! "

เสียงผายลมเล็กๆ สั้นๆ เบาๆ แอบเล็ดลอดออกมาจากก้นเธอ ในช่วงแรงเบียด ซึ่งบังเอิญผมหูดีมากเกินไป หรืออาจจะเป็นเพราะผมไม่ได้ใส่หูฟังเหมือนคนอื่นในตอนนั้น ทำไห้ผมได้ยิน เธอทำหน้าเฉยๆเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น บุญรักษาที่ผมไม่ได้กลิ่น หรืออาจะเป็นเพราะผมพยายามกลั้นหายใจ โอ้วว พระเจ้าช่วย.... เธอถูกเบียดจนตดเล็ด!!!

กระเป๋าหญิงตัวใหญ่ : ยัง ยังเหลืออีกสองคน อย่าเพิ่งปิดประตู....เบียดเข้าไปอีกนิดซิคะ อีก อีก อีกกกกกก...

กระเป๋าหญิงกระโกนออกมาจากตรงไหนไม่รู้ของรถ เพราะมองไม่เห็นคนแน่นเหลือเกิน รู้แต่ว่าตอนนี้ กระเป๋าหญิงเริ่มมีอารมณ์โมโหนิดๆ

กระเป๋าหญิงตัวใหญ่ : อย่า..อย่าเพิ่งปิดประตู !!!

เธอตะโกนออกมาดังลั่น  แต่ช้าไปซะแล้ว เพราะผมได้ยินเสียงผู้ชายคนหนึ่งร้อง

" โอ้ยยย.. "

ใช่ เค้าโดนประตูหนีบ  สถานการณ์ชุลมุนอยู่เสี้ยววินาที ผมเดาเหตุการณ์เอาว่า กระเป๋าหญิงคนนั้นได้ช่วยชีวิตชายคนนั้นจนสำเร็จ และชายที่ร้องครางตะกี้ ก็ได้มาอยู่ในรถสมใจ เพราะซักพักประเป๋าหญิงตะโกนขึ้นมาว่า

กระเป๋าหญิงตัวใหญ่ : ปิดประตูได้แล้วววววว.....ปิด.....ปิด.....ไม่ต้องเปิดอีกแล้ว ยาวเลยยยยยย...เรียบร้อยยย

ใช่แล้ว น้ำเสียงเธอดูภาคภูมิใจที่ทำภาระกิจนี้สำเร็จ เธอช่วยชีวิตผู้โดยสารมากมาย รวมไปถึงคนที่โดนประตูหนีบให้มาอยู่บนรถและกำลังจะข้ามสะพานไปยังฝั่งธน เหมือนนิยายไซไฟ ตะลุยอวกาศ ตอนจบ ที่ประตูยานถูกปิดก่อนออกซิเจนจะหมด แล้วยานกำลังบินกลับโลกยังไงยังงั้น

ยานอวกาศลำนี้ก็เหมือนกำลังบินกลับโลกจริงๆเพราะถ้าเทียบกับเวลาที่เคยขึ้นสายนี้ทุกครั้ง ครั้งนี้ดูเหมือนจะยาวนาน นานมากกก....เสมือนเวลาเป็นปีแสง อึดอัด แน่นมาก...ทุกคนหายใจแต่เพียงพอดี เหมือนออกซิเจนในยานเหลือน้อย ผมเองก็พยายามหายใจเบาๆ น้อยๆ เพราะไม่แน่ใจว่าหญิงคนที่อยู่หน้าผมเธอจะแอบผายลมแบบไร้เสียงมาด้วยหรือไม่

นานเหลือเกิน.....กว่าจะกลับสู่โลก โลกอีกฝั่ง ...อยากกดปุ่มเร่งไปข้างหน้าให้ถึงตอนจบของหนังไวๆจัง

 

สามชั่วโมง...สามหมื่น...

posted on 22 Oct 2009 09:33 by gayblog

เมื่อคนโสด+โฉด ไม่อยากโสด? 

ไม่น่าเชื่อ คำสาปของพี่เบิ้ม ส่งผลจริง หลังจากที่พี่เบิ้มไปทำงานเกือบครึ่งปี ผมกับแฟนก็มีอันเลิกกัน ( ปล. ซึ่งนับมาจนถึงตอนนี้ ก็เกือบ หกปีแล้ว ณ เวลาปัจจุปัน ) ผมมักจะได้ข่าวจากแกเป็นพัก ๆ บ้างก็อีเมล์ บ่อยหน่อยก็จะเป็นโทรศัพท์ และน่าสนใจตรงที่ว่า มีอยู่วันหนึ่ง แกโทรมาปรึกษาเรื่องที่ผมไม่คิดว่าจะได้ยินจากปากแก

พี่เบิ้ม : " แก ถ้าฉันจะให้ของขวัญ แบบว่า เอาให้ประทับใจ กับผู้ชาย แกว่าอะไรดีวะ "

ผม : " ถุงยาง น้ำหอม เหล้า "

พี่เบิ้ม : " เอาดีๆ ให้อะไร "

ผม : " ถ้าเป็นผม คงให้เสื้อสวยๆซักตัว กับการ์ด ที่เขียนข้อความดีๆ "

พี่เบิ้ม : " งั้นเดี๋ยวแกเขียนข้อความลงการ์ด แล้ว ส่งมาหน่อยดิ ข้อความประมาณแบบว่า ของขวัญสำหรับคนพิเศษ ทำนองนี้นะ นะ "

ผม : " อืม.. "

ผมเขียนข้อความใส่อีเมล์ไปให้ พี่เบิ้มตอบกลับมาว่า ขอบใจ ผมไม่รู้หรอกว่า ผลของข้อความจะเป็นยังไง เพราะพี่เบิ้มหายไป จนอีกหลายอาทิตย์ผ่านมา ผมได้รับโทรศัพท์ตอนเช้ามากๆของวันทำงาน พี่เบิ้มโทรมา น้ำเสียงแย่ๆ แทบไม่เคยได้ยินแกพูดอะไรแบบนี้

พี่เบิ้ม :  "มึง.. กูโครตเหงาเลย โอ้ย..คิดถึงบ้านว่ะ อยากกลับบ้าน "

ผม : " หืม...เป็นอะไรหรือเปล่าพี่ แปลกๆ ปกติไม่เห็นเคยบอกว่าอยากกลับ ไม่เคยเห็นบอกว่าเหงา " 

พี่เบิ้ม : " แกว่า ผู้ชายร้องไห้ได้ไหมวะ "

พูดไม่ทันจบแกก็ร้องไห้มาในสาย เล่นเอาผมงง แกร้องไห้สะอึกสะอื้น แบบที่ผมไม่คิดว่าแกจะร้องได้

ผม : " พี่ เป็นไรอ่ะ ใจเย็นๆ มาคุยดีๆก่อน "

พี่เบิ้ม : " ฉันว่าฉันมีความรัก แกอย่าเพิ่งหัวเราะเยาะฉันนะ แค่ครั้งนี้ฉันคิดว่าฉันมีความรักจริงๆ "

ผม : " ผมจะไปหัวเราะเยาะพี่ทำไม แต่แค่อยากรู้ ว่าพี่ไม่ได้รักเพราะบรรยากาศพาไป ไม่ได้รักเพราะเหงา ไม่ได้รักเพราะไกลบ้าน ก็แค่นั้น "

พี่เบิ้ม : " ฉันไม่รู้หรอก ว่าฉันรักเพราะอะไร เหงาหรือเปล่า ไกลบ้านหรือเปล่า ฉันรู้แต่ว่า ฉันหยุดคิดถึงเค้าไม่ได้ ตอนนี้เค้าไม่อยู่แล้ว เค้าหายไปไหนไม่รู้ ฉันไม่ไหวอ่ะ มันปวดในใจ ทำไงดีวะ "

ผม : " ใจเย็นๆ พี่ก็ต้องเล่าว่ารายละเอียดเป็นยังไง คุย คบ กันนานแล้วเหรอ ไม่เห็นเล่าให้ฟัง แล้วเกิดอะไรขึ้น "

พี่เบิ้มเริ่ม เล่าให้ฟังว่า เจอน้องคนนี้ที่ไหน เค้าเป็นพนักงานสำนักงานบัญชีแห่งหนึ่ง ที่เป็นพันธ์มิตรทางธุรกิจของบริษัทที่พี่เบิ้มไปทำงานด้วย ทั้งคู่เปลี่ยนจากความสัมพันธ์ในงาน เป็นความสัมพันธ์ฉันท์แฟน ผมออกจะแปลกใจเล็กน้อยที่ พี่เบิ้ม อยากมีแฟนขึ้นมาซะงั้น แต่พี่เบิ้มก็อธิบายว่า คนนี้ไม่เหมือนคนอื่นๆที่เคยเจอ เป็นคนเก่ง ไม่ง้อใคร ทำงานที่แคลิฟอร์เนียมานาน หาเลี้ยงตัวเองมาตั้งแต่อายุยี่สิบสอง เป็นคนเข้มแข็ง และนิสัยดีอย่างไม่น่าเชื่อ หลังจากได้ฟังที่พี่เบิ้มเล่า ผมก็พอจะสรุปได้ว่าพี่เบิ้มคงจะเจอคนที่กำหราบพี่เบิ้มอยู่ซะแล้ว ผมจึงถามต่อถึงเรื่องที่คนคนนี้หายไป พี่เบิ้มเล่าให้ฟังว่า คุยกันเรื่องอนาคต ที่อยากเปิดร้านอาหารไทยที่นี่ โดยลงทุนด้วยกัน ในช่วงระหว่างการคุย พี่เบิ้มขอแต่งงานกับน้องคนนี้ ( พระเจ้า ! ขอแต่งงาน ไปอยู่เมืองนอกไม่เท่าไหร่ กลายเป็นฝรั่งมีแต่ง งง แต่งงาน )  แต่ปรากฏว่าผลของการขอแต่งงานนั้น กลายเป็นคำปฏิเสธ ซึ่งเหตุผลคือ น้องคนนั้นยังต้องการเวลามากกว่านี้ แต่ประเด็นสำคัญที่พี่เบิ้มพูดเกี่ยวกับการผิดใจกันนั้น คือเรื่องการร้องไห้?

พี่เบิ้ม : " ฉันร้องไห้ ตอนขอให้เค้าอยู่กับฉัน ยังไม่ต้องแต่งก็ได้ แต่ขอให้ย้ายมาอยู่กับฉัน แต่พอเค้าเห็นน้ำตา เค้าบอกว่าฉันอ่อนแอ ผู้ชายต้องไม่ร้องไห้ คนที่จะมาเป็นผู้นำชีวิตเค้าต้องไม่อ่อนแอ เค้าว่างั้น แล้วเค้าก็หายไป นี่หายไปวันหนึ่งเต็มๆละ ไม่รู้ไปไหน ห่วงก็ห่วง กระวนกระวายใจไปหมด มันอึดอัดมากๆเลยว่ะ "

ผม : " โห แค่เรื่องร้องไห้นี่นะ ไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ " 

พี่เบิ้ม : " เค้าอาจจะคาดหวังในตัวฉันมั้ง เค้าไม่เคยเห็นด้านที่อ่อนแอของฉันเลย จนวันนี้ "

ผม : " คนร้องไห้นี่อ่อนแอเหรอพี่? "

พี่เบิ้ม : " ไม่รู้ แต่เค้าคิดอย่างนั้นนี่ "

ผม : " ไม่นะพี่ คนเราร้องไห้ ร้องได้จากหลายสาเหตุ บางคนเสียใจก็ร้องไห้ บางคนดีใจก็ร้องไห้ บางคนเหงาก็ร้องไห้ และบางคน รักใครซักคนก็ร้องไห้ แต่มันไม่ได้เป็นการร้องด้วยความอ่อนแอ มันร้องเพราะรัก รักและไม่อยากเสียเสียสิ่งที่รักไป ถ้าพี่มีโอกาสได้คุย พี่ลองถามเค้าดู ว่าถ้ามีคนคนหนึ่งร้องไห้เพราะไม่อยากเสียของที่เค้ารักที่สุดไป เค้าเป็นคนอ่อนแอจริงๆเหรอ ถ้าคนคนนั้น ไม่รัก ไม่หวงแหน เค้าจะยอมเสียน้ำตาเพื่ออะไร "

พี่เบิ้ม : " อืม...ฉันฉันได้มีโอกาสคุย ฉันจะบอกเค้า "

หลังจากวางสาย ผมก็เริ่มเห็นตัวตนของพี่เบิ้มชัดเจนขึ้น และเมื่อมามองอีกมุมหนึ่ง ของคนเกเรอย่างพี่เบิ้ม ผมก็เข้าใจว่า ความเชื่อที่พี่เบิ้มสร้างขึ้นมาปิดกั้นตัวเองนั้น มันหล่อหลอมให้พี่เบิ้มกลายเป็นคนที่ไม่ศรัทธาในรัก เลือกที่จะมีความสุขทางกายแทนความสุขทางใจ อยากมีคนกอด แต่ไม่อยากจะรัก เลือกที่จะสุขภายนอกเพื่อหนีให้ไกลจากความผิดหวัง ทั้งๆที่ในใจลึกๆ มีแต่ความเหงา จนสุดท้าย ได้พบกับคนที่ไม่ได้หวังแค่ความสุขภายนอก ประกอบกับความไกลบ้าน ความเหงา ทำให้กรอบความคิดของพี่เบิ้ม อ่อนลง และเปิดใจรับมากขึ้น ( อูย....วิเคราะห์ได้ดีมากๆ )

 

เหมือนนิยาย เล่มสะสิบบาท ของคนโสด+โฉด แต่พอดีมันเป็นเรื่องจริง ป่านนี้พี่เบิ้มคงจามไม่หยุดหลังจากที่ผมเขียนบล๊อคนี้จบ

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ปาเข้าไปหกปีแล้ว พี่เบิ้มก็ยังคบน้องคนเดิม และมีร้านอาหารไทยเป็นของสมบัติร่วมกัน พี่เบิ้มบอกว่า ที่แคลิฟอร์เนี่ยแต่งงานได้ แต่ต้องรอแกได้กรีนการ์ดก่อน พี่เบิ้มดูมีความสุขมาก อ่อนโยนขึ้นแยะ และรู้ว่าตัวเองจะเดินทางไปข้างหน้าแบบไหน เพื่อใคร

ผมเองก็เกือบจะหมดศรัทธาในรักไป ตอนนี้ผมต้องขอบคุณพี่เบิ้มที่ตอกย้ำให้ผมเชื่อว่ารักแท้ในหมูเกย์ยังมีจริง....อย่าเป็นเลย คนโสด

เลือกจะโสดแบบโฉดๆไหม?

แปลว่าอะไร ก็แปลว่า โสดด้วยแล้วก็ร้ายด้วย ไม่ใช่พวกโสดแล้วหันหน้าเข้าวัด ไม่ใช่พวกโสดแล้วทำแต่งาน หรือนั่งถักนิตติ้งอยู่บ้าน แต่โสดแล้วร้ายยยยย... ไปเรื่อย และไม่ยอมลงหลักปักฐานกับใคร อะไร อะไร ก็วันไนท์สแตนด์ เป็นคนไร้หัวใจ อูยยย..ร้ายเนอะ แบบนี้

จะเริ่มต้นด้วยการเล่าถึงรุ่นพี่คนหนึ่งซึ่งสนิทกันมากๆๆๆ " พี่เบิ้ม " แกเป็นพี่ที่น่ารัก เมตตาน้องๆ หน้าที่การงานดี จิตใจก็ดี แต่แกมีทัศนคติอันเหนียวแน่นว่า " รักแท้ไม่มีในหมู่เกย์ " เคยขุดขุ้ยหาปูมปัญหาหลายครั้งก็ได้ใจความว่า ตะก่อนแกเคยรักเคยชอบคนคนหนึ่งเป็นบ้าเป็นหลัง ขนาดคิดจะก่อร่างสร้างตัวด้วยกัน แต่ปรากฏคน คนนั้น กลับหนีไปกับชายอื่น ก็ฝังใจจำ อันนี้อาจจะเป็นเหตุผลที่คนอื่นมองว่า พื้นๆ เบสิกๆ ใครๆก็เคยเจอ แต่เราไม่มีทางรู้หรอกว่าจริงๆแล้ว คนสองคน อย่างพี่เบิ้มกับแฟนรักกันเหนียวแน่นขนาดไหน ถึงได้ทำให้แกฝังใจขนาดนี้ ด้วยเหตุนี้ แกจึงตั้งใจมั่นว่า จะไม่รักใครและไม่ให้ใครรักอีกต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น แกตั้งใจไว้ว่า ไม่ว่าใครเข้ามาแกจะเล่นด้วยหมด แต่เป็นในแง่ของเรื่องบนเตียง ไร้พันธะ ไร้การผูกพันธ์ จึงไม่แปลกถ้าบ่อยครั้งผมจะเห็น เกย์สาวน้อยมานั่งรอ ร้องห่มร้องไห้อยู่หน้าห้องแก หรือหลายคนที่เวียนเปลี่ยนเข้ามาในโต๊ะเวลาที่เราไปเที่ยวกัน พี่เบิ้มเองก็ดูท่าทางมีความสุข กับการเป็นผู้ล่า แกออกเที่ยวแทบทุกวัน หอบหนุ่มๆกลับมาห้องแทบจะทุกคืน จนมีอยู่คืนหนึ่งระหว่างเราอยู่ในผับแห่งหนึ่ง พี่เบิ้มก็ถามขึ้นมาว่า

พี่เบิ้ม : " มึง น้องเมื่อวานชื่ออะไรนะ ที่อยู่ที่โต๊ะน่ะ "

ผม : " ตอนอยู่ที่โต๊ะตอนหัวค่ำน่ะเหรอ อ้าวทำไมจำชื่อเด็กตัวเองไม่ได้ล่ะ ชื่อเอก ทำไมเหรอ "

พี่เบิ้ม : " จำไม่ได้อ่ะ จำได้แค่ เอกๆ เอ๋ๆ อะไรนี่หล่ะ ชื่อเหมือนๆกันไปหมด แม่งเมื่อวานเมามากอ่ะ ใครขับรถกลับวะ "

ผม : " อ้าว จำไม่ได้เหรอเนี่ย ก็น้องอีกคนนึงไง ขับกลับให้ "

พี่เบิ้ม : " หือ... น้องไหนอีก? "

ผม : " ไม่รู้อ่ะ ก็เมื่อคืนเห็นคุยกันซะนัวเนีย จนเอกมันทนไม่ไหวหนีกลับไปก่อน "

พี่เบิ้ม : " อ้าว กูนึกว่าเมื่อวานกูนอนกับเอก เห็นออกไปแต่เช้ามืด ยังไม่สว่างเลยมั้ง "

ผม : " เอ้า... กินเหล้ามากไปแล้วนะ เซล์สมองท่าจะตายไปแยะ จำอะไรได้บ้างเนี่ย ระวัง วันดีคืนดีจะโดนยกเค้า ฆ่าหมกศพไม่รู้ตัว "

พี่เบิ้มแกล้งทำไม่สนใจ และหันหน้าไปยักคิ้วหลิ่วตาให้โต๊ะข้างๆ ในขณะนั้นเอง ก็มีหนุ่มคนหนึ่ง หน้าตาคลับคล้ายคลับคลา มาสะกิดผมด้านหลัง

เด็กคนนั้น : " พี่ๆ จำผมได้ไหมที่มาโต๊ะพี่เมื่อคืนน่ะ แล้วกลับไปกับเพื่อนพี่น่ะ วันนี้เพื่อนพี่ไม่มาเหรอ คนเมื่อคืนอ่ะ "

ผม : " อ้อ...  เราน่ะเอง ก็นี่ไง เพื่อนพี่ คนที่เรากลับไปด้วยเมื่อคืน "

ผมชี้มือไปทางพี่เบิ้มซึ่งตอนนี้เดินไปโต๊ะข้างๆ แล้ว เพื่อชนแก้วกับคนที่แกหลิ่วตาให้เมื่อครู่

เด็กคนนั้น : " หืยยยย... แก่ขนาดนี้เลยเหรอ โอ้ยยย...คนนี้อ่ะนะที่ผมไปด้วยเมื่อคืน ง่ะ ผมไปดีกว่า! "

ผม : " อ้าว.... "

เด็กหน้าตาคล้ายจาพนมคนนั้น ก็เดินจากโต๊ะผมไป พร้อมกันกับที่พี่เบิ้ม กลับมาที่โต๊ะ

พี่เบิ้ม : " นั่นใครวะแก ที่มาคุยกะแกตะกี้น่ะ เด็กแกเหรอ ยี้ เดี๋ยวนี้ลดเกรดลงแยะนะ "

ผม : " อืม.. ผมอ่ะ ไม่ได้ลดเกรอหรอก พี่นั่นหล่ะ ปลาทอง! เด็นคนตะกี้คือคนที่ไปนอนกะพี่เมื่อคืนอ่ะ คนที่ขับรถให้ อยู่ด้วยกันถึงเช้ามืด แหม ทำจำไม่ได้ "

พี่เบิ้ม : " หา........คนนี้เหรอ ที่ฉันพากลับเมื่อคืน โอ้ยยยยย...น่ากลัวที่สุด ถ้ากลับมาที่โต๊ะอีก แกบอกนะ ว่าฉันมากะแฟน แฟนอยู่โต๊ะข้างๆ "

ผม : " สบายใจได้ น้องเค้าไปกลับมาหรอก ชัวร์ "

พี่เบิ้ม : " เออ..ดี "

แล้วแกก็เดินไปทั่ว จนสุดท้ายมาลงตัวที่เด็กคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนละคนกับที่แกชนแก้วด้วยตอนมีสติ หลังจากวันนั้น พี่แกเหมือนรู้สังขาร ในเรื่องการกินเหล้า แล้วลืม ผมก็คาดหวังให้แกเปลี่ยน ซึ่งแกก็เปลี่ยนจริง เปลี่ยนจากการที่ หิ้วใครกลับมาแล้วไม่จำ เป็นหิ้วกลับมาแล้วจด!

ใช่ครับ จด แกทำสมุดบันทึก รายนามผู้ร่วมโครงการ วันไนท์สแตนด์ของแก โดยรายละเอียกประกอบด้วยชื่อ รูปร่างหน้าตาคร่าวๆ ที่ที่ไปเจอ และเบอร์โทร ในแต่ละหน้า ก็จะจดของแกเอง วันไหนแกจำไม่ได้ แกก็จะมาถามผม  หลังจากนั้น ผมก็ไม่ได้เจอแกประมาณสามเดือน เพราะแกเดินสายไปทำธุระหลายจังหวัด แกกลับมาพร้อมกับสมุดรายนามของแกซึ่ง มันไปได้เกือบๆครึ่งเล่มแล้ว แต่แกมาหาผมคราวนี้ ไม่ได้มาเพราะถามรายละเอียดเพิ่มแต่แกมาปรึกษาเรื่องการตรวจเลือด!

เป็นชะตากรรมง่ายๆของการทำก่อนคิด คือ ตอนทำไม่กลัว แต่มากลัวตอนจะรู้ผลของการกระทำ พี่เบิ้มไม่กล้าไปตรวจเลือด แกจำเป็นต้องไปตรวจเลือกเพื่อบวชให้แม่ และเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ตอนที่แกมาหาผม สีหน้าเหมือนคนบ้านไฟไหม้ ดูซีด กลัว จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าผมจะได้เห็นจากพี่เบิ้มผู้หยิ่งผยอง ผมถามแกว่า แกกลัวอะไร ในเมื่อแกเคยบอกผมว่าแกป้องกันทุกครั้ง แกตอบผมมาว่า

พี่เบิ้ม : " ป้องกัน แล้วมันมีพลาด ก็มี ป้องกันแต่เราก็ไม่รู้ว่า มันจะกันได้ร้อยเปอร์เซนต์ไหม "

ผมละเชื่อเค้าเลย ทีตอนนี้มารู้ดี คิดได้ สุดท้าย แกก็ไปตรวจ ผมไปส่งตรวจและไปรับผลพร้อมแก แกยินดีที่จะให้ผมเป็นคนเปิดอ่านผม เพราะแกเชื่อว่าผมจะหาวิธีการบอกที่ละมุนละม่อมกับแกได้ น่าดีใจที่ผมไม่ต้องหาทางบอกที่ลำบากมากนัก นอกจากคำว่า

ผม : " พี่.....ผ่าน ! "

คืนนั้นเองเป็นคืนแรกที่ผมเห็นพี่เบิ้มมีความสุขและกลับบ้าน อย่างมีสติเต็มร้อย ปราศจากใครติดมือไปด้วย

ผ่านไปอีกสองอาทิตย์ ในงานบวชพี่เบิ้ม แน่นอนว่า ผมอยู่ในงาน และมาช่วยตั้งแต่เริ่มโกน พี่เบิ้มเรียกผมมากระซิบข้างๆ ว่า

พี่เบิ้ม : " นี่ มึงถือหมอนให้กูนะ กูบอกแม่กูไว้ละ "

ผม : " ยี้ ไม่เอา เดี๋ยวคนอื่นก็เข้าใจผิดหมด พี่ก็เรียกเด็กๆ ทั้งหลายพี่มาถือดิ คนไหนก็ได้ เลือกมาจากรายชื่อซักคน "

พี่เบิ้ม : " ไม่อ่ะ กูไม่โทร เพราะแต่ละคนเคยโทรมาหากู แต่กูก็ไม่เคยรับ ดังนั้น กูก็จะไม่โทรหาเค้า มึงก็ถือหล่ะ กูไม่อยากให้คนอื่นถือ มึงเหมือนน้องกู มึงนั่นหล่ะ ถือ!! "

ผมก็ถือ อย่างที่พี่เบิ้มขอ ตอนที่ผมถือหมอน ผมก็นึกย้อนกลับไปเรื่องสมุดรายชื่อ ไม่น่าเชื่อว่า ในสมุดรายชื่อมากมาย พี่เบิ้มไม่เคยสานต่อกับใครเลย ซึ่งในวันงาน ผมก็ไม่เห็นใครที่ผมเคยพบ หรือ คนที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นเด็กแกซักคน และจริงๆ ผมก็รู้ว่าแกไม่มีใคร หลังจากนั้นอีกเดือนเดียว พี่เบิ้มก็พร้อมที่จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ผมไปส่งแกที่สนามบิน ก่อนแกไป ผมก็อวยพรตามประสาคนมาส่ง

ผม : " ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพนะพี่ มีแฟนฝรั่งซักสามสี่คน แล้วพากลับมาเยี่ยมที่นี่บ้างล่ะ "

พี่เบิ้ม : " แกก็รู้ กูไม่ชอบฝรั่ง แล้วอีกอย่างไปทำงาน ไม่ได้ไปหาแฟน อีกอย่างแกก็รู้ ว่าฉันไม่มีทางมีแฟน เพราะฉันไม่เคยเชื่อเลยว่า เกย์จะมีรักแท้ "

ผม : " อืม เอาเหอ สุดแล้วแต่พี่จะคิด "

พี่เบิ้ม : " แกเชื่อเหรอว่าเกย์จะรักกันจริง "

ผม : " ผมไม่รู้ แต่ถ้าไม่เชื่อ เราคงไม่มีแรงบันดาลใจ ถ้าพี่ลองเชื่อ ว่ามันมี ไม่แน่นะ พี่อาจจะเจอรักแท้ "

พี่เบิ้ม : " อีบ้า.. ฉันไปละ ดูแลตัวเองด้วย อย่าให้รู้ล่ะ ว่าแกเลิกกะแฟนอีก ฉันจะสมน้ำหน้าแก ไอ้พวกเชื่อในรัก จะไปได้ซักกี่น้ำ "

พี่เบิ้มสาปส่ง หลังจากที่ผมส่งแก  แกหอบหิ้วเอาความเชื่อ และความแรงสุดโต่งของแก ข้ามขอบฟ้าไปไกลถึงแคลิฟอร์เนี่ย.....

ปล. โปรด ติดตาม ตอนต่อไป งุงิ....

 

รูปประกอบจาก:กระปุกดอทคอม

คุณยังโสดอยู่ไหม?

อารมณ์ติดพันมาจากท๊อปปิครถไฟฟ้า ว่าด้วยเรื่องโสดๆ เรื่องของการเคยผ่านช่วงโสด หรือโสดจนถึงตอนนี้ จนไปถึงไม่โสด และกำลังจะโสดในอนาคต ไม่แปลกหรอกถ้าจะโสด เพราะใครๆก็เคยโสด ยกเว้นซะว่า มีแฟนแล้วแต่งงานไปเลย ท้องป่องมีลูก ก็ไม่โสดละ ถ้าไม่มีคู่หลังจากนี้ เค้าเรียก"หม้าย" ไม่ได้เรียกโสด ( ดีนะ ที่มีพ่อหม้าย แม่หม้าย ไม่มีเกย์หม้าย ) ถึงกระนั้น ก็เชื่อเหลือเกินว่า ไม่ว่าใครก็น่าจะเคยผ่านช่วงโสด....

โสด เป็นยังไง?

อย่าเพิ่งแปลกใจ ที่มีหลายคนยังสับสนกับคำว่าโสด บางคนไม่โสดแต่บอกโสด ( ไม่รวมพวกแอบอ้าง ) บางคนโสดแต่ไม่รู้ตัวว่าโสด ดังนั้น เรามารู้ความหมายและข้อสังเกตุของคนโสดกันดีกว่า

โสด ตามความหมายของ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน แปลว่า ชายหรือหญิงที่ยังไม่ได้แต่งงาน, มักใช้หมายถึง ชายโสด. ( เกย์โสดได้ไหม ก็ต้องได้แน่ๆ )

ดังนั้น ถ้าว่าความหมายกันจริงๆ คนไม่แต่งงาน โสดหมด!!

แต่ ถ้าลองมาเดากันดู ถึงสาเหตุที่คนไม่มีแฟน เราก็ยังใช้คำว่าโสดเรียกนั้น คงเป็นเพราะคำว่าโสดให้ความหมายใกล้เคียงมากที่สุด ( ใครนึกศัพท์อื่นที่ใช้เรียกคนไม่มีแฟนได้ช่วยบอกด้วย )

ดังนั้น ในที่นี้เราจะใช้คำว่า "โสด" เรียกคนไม่มีแฟน คนที่มีแฟนแต่ยังไม่ได้แต่งงานถือว่าไม่โสด!!

คราวนี้ เราคงสงสัยแล้วว่าคุณสมบัติของคนโสดมีอะไรบ้าง ถึงจะเรียกว่า " โสด " เต็มขั้น เท่าที่นึกได้ก็น่าจะมีข้อเดียวคือ ( ใครนึกได้มากกว่านี้บอกด้วย )

- ตัวคนเดียว : ดูหนังคนเดียว กินข้าวคนเดียว เดินห้างคนเดียว ทำอะไรคนเดียว ในช่วงเวลานานๆ เป็นเดือน เป็นปี จนถึงตลอดไป

บางคนลองคบคนอื่นแบบไม่จริงจัง แต่บอกว่าตัวเองโสด และเปิดโอกาสให้ใครเข้ามาก็ได้นั้น จะเรียกโสดหรือไม่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนสถานะ เมื่อไหร่เกินภาวะการเป็นเจ้าข้าวเจ้าของกันขึ้นมาแสดงว่า ไม่โสดละ เป็นพวกผู้ร้ายปากแข็ง โสดไม่จริง!

มาถึงตรงนี้ ถ้ายังนึกไม่ออกว่า โสดเป็นยังไง ลองดูซิว่าคุณสัมผัสอารมณ์แบบนี้ไหม:

- วันว่าง เวลาว่างไม่รู้จะไปไหนดี ไปกะใครดี พยายามหาที่ไปและโทรไปชวนเพื่อนซักคนไปเป็นเพื่อน ให้ผ่านช่วงว่างนั้นไปซะ

- เวลานั่งคอยอะไรนานๆ มักมองไล่หาเบอร์ที่จะโทรคุยฆ่าเวลา ไล่จนหมดลิตส์ก็ไม่รู้จะโทรหาใคร

- ชอบอยู่กับห้อง ไม่ไปไหน หรือถ้าไปต้องให้มีคนชวน

- ติดทีวี ติดซีรีย์ ติดเกมส์ ติดอินเตอร์เนต ลามไปจะถึงติดเหล้า ติดผู้ชาย ไร้สาระไปเรื่อย

- ฝนตกชอบทำเป็นนางเอกมิวสิค กลางคืนชอบนอนมองเพดาน รู้สึกตัวกลวงๆ

- เวลามองคนมีแฟน คนสวีทกัน รู้สึกริษยานิดๆ ชอบโกหกตัวเองว่าไม่รู้สึกอะไร

- ชอบหาข้ออ้าง โสดดียังโง้นอย่างงี้ ทั้งที่จริงโครตอยากมีแฟน

- คุยกะคนโน้นคนนี้ไปทั่ว แต่คุยๆไปก็เริ่มงงเอง และเบื่อไปเอง และมองคนคนพิเศษซักคน

 มีปฏิสัมพันธ์แบบลวงๆ ไปกะใครได้หมด แต่หัวใจและความรู้สึก กลวงๆ เหมือนตัวมีรูโบ๋

- เบื่อ และอยากหลุดพ้นจากอารมณ์นี้ อยากมีคนคุยด้วย อยากมีคนกอด อยากมีคนที่ให้ความรู้สึกพิเศษให้กัน

หากคุณมีคุณสมบัติพวกนี้แสดงว่าคุณโสด หรือเคยโสด !!!

 

โสดแบบเกย์ๆ

เกย์ก็เป็นมนุษย์ปกติ เหมือนเราๆท่านๆ ดังนั้น เราเองก็ไม่ได้อยากจะโสด ถ้าแปลตามพจณานุกรมของราชบัณฑิตที่คนโสดคือคนไม่ได้แต่งงาน เกย์ทั้งหลายที่ไม่ได้แต่งก็คงโสดกันไปทั้งชีวิต หนีอพยพข้ามทวีปไปแต่งต่างประเทศหนีความโสดกันหมด ปกติพวกเราก็ไม่ได้อยากโสดหรอก ไม่มีใครอยากโสด อยากมีแฟนกันทั้งนั้นหล่ะ แต่ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด ( เกย์มีสาเหตุให้โสดแยะไปหมด ไว้ค่อยคุยกันอีกที ) พอเกย์โสด ก็มักจะ แอบโฉด ด้วยไม่เที่ยวหนัก ก็คบไปเรื่อยๆ ไม่เปลี่ยนแฟนเป็นว่าเล่น ก็ไม่อยากมีใครจริงจัง นานเข้าๆชักชิน กลายเป็นโสด+โฉดถาวร เริ่มเป็นมารกระบี่ไร้ใจและไร้ศรัทธาในรักแท้ แต่ปกติพวกที่โสด+โฉด มักจะสวยเลือกได้ หล่อสั่งได้ ซึ่งเป็นกลุ่มน้อย กลุ่มใหญ่ที่โสดจริงๆคือกลุ่มที่เกย์ปกติที่ยังมองหาความลงตัวของกันและกันไม่ได้ และแสวงหาทางหลุดพ้นจากความโสด เพียงแต่เรามักจะหาข้ออ้างมุขเดิมมาพูดเพื่อปลอบใจตัวเองอาทิเช่น

- เป็นโสดสบายดี ไม่ผูกมัด ไม่ซีเรียส มีไปเรื่อยๆ เบื่อก็เปลี่ยน ชิลๆ

- หาคนที่ใช่ไม่ได้ เด็กไป แก่ไป ทำงานไม่ดี ไม่มีรถขับ ไม่มี BB

- อยากได้คนที่เข้าใจ คุยรู้เรื่อง พูดภาษา Prada ด้วยกันได้

- ไม่อยากเสียใจ กลัวอกหัก เพราะจิตใจเปราะบาง แต่กล้ามใหญ่มาก

- อยากได้คนแมนๆ ไม่ออก ไม่สาว แต่ฉันสาวได้

- รักแท้ไม่มีในหมูเกย์ สารเคมีในสมองที่หลั่งมาในเกย์จางหายไปเร็วเกิน

ร้อยล้านอย่าง ที่จะพูดกัน พูดจนกลายเป็นการสะกดจิตตัวเอง ว่าต้องได้คนแบบโน้นแบบนี้ พอคาดหวังมาก นานเข้าไม่เป็นอย่างที่คิดก็เลิก เลิกบ่อยๆ ก็เริ่มเบื่อขี้เกียจหา แล้วก็เลือกที่จะเรียกตัวเองว่าคนโสด แต่ลึกกกกกก...ลงไป ไม่มีใครอยากโสดแน่นอน

ลองไปดูเหอ ทุกวันพฤหัส พระตรี เซนทรัลเวอร์ เกย์ทั้งน้านนนน....

รถไฟฟ้ามาหานะเธอ...

posted on 21 Oct 2009 09:25 by gayblog

 

ไม่ได้ตามกระแสนะครับ เพียงแต่ไปดูมาแล้วมันอดที่จะพูดถึงไม่ได้ ถามว่าหนังโดนไหม ก็โดนอยู่ แต่จากการดูหนังทำให้รู้ความจริงหลายอย่าง อันได้แก่

- คริสหอวังแสดงแสดงหนังได้ดีกว่าที่คิดไว้ ถึงแม้หลายครั้ง เธอจะพยายามทำให้ขำ แต่มุกออกมาแป๊ก

- เคนยังหล่อ และเรียกเสียงกริ๊ดกร๊าดในโรงได้ ถึงแม้ว่าจะแต่งงานแล้ว อวบขึ้น หน้าผากสูงขึ้น ก็ยังหล่อทะลุแป้ง!!

- โอปอลยัง โดน ฮา ดำ และช่วงชิงซีนได้ตลอดเวลา

- เราสามารถหลับบนรถไฟฟ้าได้ แต่จะไม่ออกมาหล่อแบบเคน จะออก แนวอุบาทว์และคนซุบซินนินทา

- นางเอกใส่ชุดแนวเดิมบ่อย เดวาว่าหนังพยายามสื่อว่านางเองเป็นคนประหยัด

- พระเอกในเรื่อง ในความจริงอาจจะออกแนวซกมก ดูจากกระเป๋าใส่โน๊ตบุ๊ค และห้องที่อยู่ และไม่หล่อแบบเคน และน่าจะดูโทรมๆ เพราะทำงานดึก

- หนังเรื่องเดิมคงจะชื่อ "รถไฟฟ้าขบวนสุดท้าย" ดูจากอายุนางเอกและปัจจัยแวดล้อม

- หนังเรื่องนี้น่าจะโดนใจสุดๆ สำหรับคนที่อายุเลย 30 และยังโสด!

 เมื่อดูละครก็ย้อนมาถามตัวเอง ว่าหนังเรื่องนี้โดนไหม ก็ต้องบอกว่า โดน! เพราะเคย ( เน้นว่าเคย เพราะตอนนี้ไม่โสด )โสด และอายุเลย 30 แล้ว ต้องบอกว่า เกย์ที่อายุเลยสามสิบ ก็เป็นโสดกันเสียส่วนมาก ถ้าไม่โหมงาน ก็โหมเรื่องเที่ยว ไม่โหมเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็มุ่งหน้าเข้าวัด ทำวิปัสนา

สาเหตุของความโสดก็ไม่ใช่อะไรที่ไหน ก็สาเหตุเดียวกันกับ คนที่โสดวัยสามสิบอัพทุกคน คือ ทำแต่งาน หน้าเริ่มแก่ และหงุดหงิดกับการมองหาแฟน แต่ก็ไม่เคยได้อย่างใจซักที เด็กไปบ้าง แก่ไปบ้าง เริ่มเลือกมาก แต่ก็อยากมี ยิ่งเพื่อนๆรอบตัวแต่งงานกันไปหมด ยิ่งหงุดหงิด ผู้ชาย ผู้หญิง จริงๆ ยังมีหวังในเรื่องการแต่งงาน เพราะอายุ 40 แต่งงานก็มีถมไป แต่เกย์นึกจะแต่งงาน คงเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ ถ้าเป็นไปได้ด็จะได้ลงหน้าหนึ่งไทยรัฐทันที! ดังนั้นสรุปง่ายๆ ไม่ได้แต่งแน่ๆ...

ถามว่า ผมเองเคยผ่านอารมณ์เหมยลี่ไหม ( ทำไมไม่ไปเปรียบกับเคน ไม่เข้าใจเหมือนกัน ) ก็เคย ถึงแม้ไม่รั่วเท่าเหมยลี่ ไม่เมากลางงานแต่ง ก็เคยจิ๊กเหล้างานแต่งเอาไปปาร์ตี้ต่อกับพวกเพื่อนโฉดและโสดทั้งหลาย ( อย่ามาบอกว่าอุบาท ใครๆเค้าก็ทำกัน ) เมากันจนปลิ้น งานแต่งเพื่อนจึงเสมือนหนึ่งเป็นงานแสดงความยินดีกับเพื่อนและ ฉลองให้สะใจกับงานแต่งที่ไม่มีทางเป็นไปได้ของตัวเอง...เหมือนจะเศร้า แต่ไม่อ่ะ ไม่รู้จะเศร้าไปทำไม เพราะรู้อยู่แล้ว และไม่ได้อยากลงหน้าหนึ่งไทยรัฐ

จริงที่ไม่เศร้า แต่ก็อดแอบอิจฉาไม่ได้ ไม่ได้อิจฉาที่ไม่ได้แต่งหน้าสวยหรือใส่ชุดขาวลางหางยาว แต่อิจฉาสิ่งที่เราเรียกว่า " การแต่งเพื่อลงหลักปักฐาน " มากกว่า แต่เราก็จะยิ้ม ในงานก็จะยิ้ม.... บ่อยครั้งที่เพื่อนสุดเลิฟจะให้เป็นพิธีกรหรือร้องเพลงในงาน ( เพื่อนเกย์ส่วนมากโดนแบบนี้กันแยะ ) เหมือนเป็นการตอกย้ำ เพราะหลังจากลงจากเวทีมักจะเจอคำถามจากแม่เจ้าบ่าว หรือเจ้าสาว

แม่เจ้าบ่าว: ขอบคุณมากนะจ๊ะที่มาช่วย เนี่ยเมื่อไหร่จะถึงงานของลูกล่ะ อย่าช้านะ เดี๋ยวไม่ทันตั้มเค้า

เพื่อนเกย์เจ้าบ่าว : เหอๆ...

( หัวเราะกลบเกลื่อน ในใจนึกคำตอบอยู่สองข้อ

ข้อแรก : พอดีผมมีปัญหาเรื่องรังไข่อ่ะครับคุณแม่ เลยไม่รู้ว่าแต่งไปจะทำหน้าที่ได้ดีไม่เลยว่าจะไม่แต่ง...

ข้อสอง: ต้องไปถามสามีผมก่อนน่ะครับคุณแม่ ว่าแกจะว่ายังไง แต่คิดว่าแกคงไม่ยอม...

ข้อสาม: ว่าจะหาผู้หญิงที่เข้าใจแต่งกันซักสองเดือน แล้วหย่า ไม่รู้ว่าจะมีคนยอมไหมน่ะครับ... )

เดชะบุญ ! ที่ไม่ได้เลือกตอบคำถามข้อไหนที่คิดไว้เลย แต่ตอบกลับไปว่า

เพื่อนเกย์เจ้าบ่าว : ทุกวันนี้ยังดูแลตัวเองได้ไม่ดีเลย ไม่รู้ว่าจะดูแลคนอื่นได้ดีไหม คงต้องอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆน่ะครับ ถ้าจนแก่แล้วยังลุ่มๆดอนๆ คงจะอยู่คนเดียวดีกว่าน่ะครับ ( เฮ้อ......... ตอบไปแล้วนะ! )

แม่เจ้าบ่าว : แหม....พูดซะ เดี๋ยวแม่รอการ์ดงานแต่งละกันนะ

เป็นอันจบบทสนทนา และคุณแม่เจ้าสาวก็เดินออกไปถ่ายรูปหมู่หน้างาน แล้วเพื่อนเกย์เจ้าบ่าวก็ตั้งหน้าตั้งตามองหาเหล้าที่ยังเหลืออยู่แยะที่สุดบนโต๊ะในงาน

สุดท้ายในหนัง เหมยลี่ก็ได้พบกับชายในฝัน ( อุ้ย... บอกตอนจบด้วย! ) ถึงแม้ว่าในหนังเหมยลี่จะโชคดีมากที่ได้แฟนหล่อแบบเคน แต่เรื่องจริงต่อจากนั้น เหมยลี่อาจจะผิดหวังอีกรอบก็ได้ อันนี้ไม่มีใครรู้ เหมือนกันในชีวิตจริงของเรา ไม่ว่าจะเกย์ไม่เกย์ เรื่องชีวิตคู่ แฟน รัก ไม่รัก เป็นปัญหาโลกแตก กวนใจ ปวดใจ ร้องไห้ ทรมาน สารพัด ดังนั้น เกย์ หรือ ชาย หญิงหลายคน ก็เลือกที่จะอยู่อย่างโสด และโฉด ก็ไม่แปลกอะไร

แต่เรื่องจริงยังคงอยู่เสมอ ความโสด มันมาพร้อมความเหงา และ ความอิจฉา!!!!

 ภาพประกอบ จาก

edit @ 21 Oct 2009 10:16:23 by Just another Gay Guy

บท(แนะ)นำ...........

posted on 21 Oct 2009 07:00 by gayblog

 

ชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นบล็อคเกี่ยวกับเกย์ คงไม่แปลกที่เนื้อหาจะเกี่ยวกับเกย์บ้าง หรือไม่เกย์บ้าง แต่รับรองว่าไม่อนาจารอาจจะมีรูปประกอบหวือหวาบ้าง ก้เป็นความเพลิดเพลินทางสายตา ในความตั้งใจที่จะทำบล็อคนี้ก็เพราะอยากเขียนโน้นนี่ไปเรื่อย ก็เหมือนกันใครหลายๆคนที่อยากทำบล๊อคเพราะเสนอความคิดเห็นของตัวเองในแง่มุมต่างๆ ก็คงคล้ายกัน เพียงแต่บล๊อคนนี้จะเป็นเรื่องรายเกี่ยวเนื่องกับความเป็นเกย์ หรือการมองออะไรแบบเกย์ๆ เปิดให้อ่านสำหรับบุคคลทั่วไปทั้งเกย์และไม่เกย์ ไม่ได้ห้าม แต่ขอความกรุณาสำหรับคนที่ไม่ชอบก็ปิดไป ไม่ต้องทนอ่าน สำหรับคนที่ชอบก็อ่านได้ แต่ขอความกรุณาอีกเช่นกันว่า สำหรับการเขียน ขออนุญาติว่าเป็นลิขสิทธิ์ทางปัญญา เหมือนดังเช่นหลายๆคนที่เขียนบล๊อคแทบตาย แต่ปรากฏว่ามีคนเอาเรื่องก๊อปปี้ไปลง อันนี้ก็ไม่รู้จะพูดยังไง...

ยินดีสำหรับการแนะนำหรือบอกต่อ อยากให้มีคนอ่านแยะๆ หลากหลายเพศยิ่งดี มีคอมเม้นต์ตอบโต้ก็จะดีใจยิ่งนัก จะได้รู้ว่าไม่ได้เขียนบล๊อคไปในอากาศ ติชมได้ กราบขอบพระคุณทุกท่านที่จะเยี่ยมชมมา ณ ที่นี้

ปล. เอาลิงค์ไปช่วยแปะได้นะครับ ก๊อบไปวางไว้ใน Custome Code แล้วเซฟ ย้ายไปไว้ในส่วนไหน ฝั่งไหนของบาร์ก็ได้ ขอบคุณล่วงหน้าครับ จุ๊บๆ

<a href="http://gayblog.exteen.com/"><img src="http://gayblog.exteen.com//images/bannergayblog1.JPG" border=0 /></a>